กัญชา : หญิงชาวตะวันตกเผยกัญชาช่วยให้ทำหน้าที่แม่ได้ดีขึ้น

Danielle Simone Brand
แดเนียล ซิโมนี แบรนด์ บอกว่า กัญชาช่วยให้เธอมีความสุขขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งช่วยให้เธอสามารถเลี้ยงลูก 2 คนได้ดีขึ้น

ปัจจุบันมีกระแสที่แม่ ๆ ในโลกตะวันตกหันมาใช้กัญชาเพื่อช่วยในการเลี้ยงลูกกันมากขึ้น และพวกเธอต่างออกมาพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างเปิดเผย ด้วยความหวังที่จะขจัดทัศนคติเชิงลบในเรื่องนี้

เมื่อ 2-3 ปีก่อน หลังจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้กำหนดให้ผู้ใหญ่สามารถใช้กัญชาได้อย่างถูกกฎหมายในปี 2016 แดเนียล ซิโมนี แบรนด์ ได้ตัดสินใจลองใช้มัน 

ผู้สื่อข่าววัย 42 ปีผู้นี้พบว่า กัญชาช่วยให้เธอรู้สึกดี และมีความสุขขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนมองว่ากัญชาเป็นเครื่องมือส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งช่วยให้เธอสามารถเลี้ยงลูก 2 คน ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 8 ขวบ และ 11 ปี ได้ดีขึ้น

“กัญชาช่วยฉันในช่วงเปลี่ยนผ่านเหตุการณ์บางอย่าง” แบรนด์ บอกกับบีบีซี

“ฉันสามารถแบ่งเวลาจากงานประจำวัน เพื่อรับมือกับความท้าทายและความหงุดหงิดใจต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญได้ง่ายขึ้น แล้วมีสมองปลอดโปร่งที่จะช่วยสอนการบ้านลูก ๆ อย่างใจเย็น หรือทำอาหารค่ำร่วมกับลูกสาวได้”

แบรนด์ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Weed Mom: The Canna-Curious Woman’s Guide to Healthier Relaxation, Happier Parenting, and Chilling TF Out ระบุว่า กัญชาช่วยให้เธอเข้มงวดเรื่องเวลาน้อยลง จนสามารถอ้อยอิ่งอยู่กับลูก ๆ ได้ แม้ถึงเวลาที่พวกเขาจะต้องเข้านอน 

เธอเล่าว่ามักจะเร่งให้ลูก ๆ เข้านอนตามเวลาที่กำหนด เพื่อที่ตัวเองจะได้มีเวลาพักผ่อนด้วย โดยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองได้พลาดโอกาสใช้เวลากับลูกในยามที่พวกเขาต้องการมากที่สุด ซึ่งมันทำให้เธอไม่ได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากลูก เช่น สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ ความรู้สึกต่อโรงเรียน และความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ 

แบรนด์บอกว่า “แม่สายเขียว” แบบเธอไม่ใช่เรื่องใหม่ เธอเคยเห็นแม่หลายคนใช้กัญชาเพื่อช่วยในการเลี้ยงลูกมานานหลายปีแล้ว โดยตอนที่เธอเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อช่วย “บรรดาแม่กระแสหลัก” ที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับกัญชามากนัก เธอก็ได้พบกับเหล่าแม่สายเขียวที่มีอยู่แล้ว และบอกกับเธอว่า พวกเขาต้องการหนังสือที่จะตอกย้ำว่านี่คือขบวนการอย่างหนึ่ง และยืนยันว่าพวกเธอสามารถเป็นผู้ปกครองที่มีความรับผิดชอบไปพร้อม ๆ กับการใช้กัญชาได้

ผู้สื่อข่าวรายนี้กล่าวว่า ที่ผ่านมา “มีแม่สายเขียวที่รวมกลุ่มเล็ก ๆ ทั้งแบบที่นัดเจอกัน และในกลุ่มออนไลน์ มาเป็นเวลานานแล้ว…และมันกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น” 

การที่สหรัฐฯ ออกกฎหมายให้ใช้กัญชาได้อย่างถูกกฎหมายในบางรัฐ และการออกกฎหมายที่มีผลครอบคลุมทั่วประเทศในแคนาดานั้น ได้ทำให้ผู้ใหญ่สามารถเข้าถึงกัญชาได้มากขึ้น และแม้จะเป็นการยากที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่ามี “แม่สายเขียว” อยู่จำนวนเท่าใด แต่การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนเหล่านี้ทางออนไลน์ ก็บ่งชี้ว่า แม่หลายคนได้เปิดใจรับการใช้กัญชาเพื่อช่วยบริหารจัดการชีวิตการเป็นแม่ของพวกเธอ

Danielle Simone Brand
แบรนด์ บอกว่า “แม่สายเขียว” แบบเธอไม่ใช่เรื่องใหม่

“แบบเดียวกับการดื่มไวน์”

ครั้งแรกที่ เฮเธอร์ แมคอีเวน-นิวแซด ได้รู้จักเกี่ยวกับแม่สายเขียวคือช่วงปี 2018 จากการถือกำเนิดของกลุ่มต่าง ๆ ทางเฟซบุ๊กที่ตั้งขึ้นเพื่อ “กระแสความเคลื่อนไหวใหม่ทางสังคม” นี้โดยเฉพาะ

แมคอีเวน-นิวแซด เป็นอาจารย์ด้านมานุษยวิทยา และผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรสหวิทยาการเรื่องกัญชาและวัฒนธรรม ของมหาวิทยาลัยเวสต์เทิร์น อิลลินอยส์ เธอบอกว่า กลุ่มเฟซบุ๊กบางกลุ่มมีการพูดคุยเรื่องการใช้กัญชากันมานานหลายปี ปัจจุบันเธอระบุว่า มีกลุ่มแบบนี้ทางเฟซบุ๊กเกิดขึ้นมาหลายสิบกลุ่ม และมีจำนวนสมาชิกหลายพันคน

แมคอีเวน-นิวแซด กล่าวว่า ขบวนการแม่สายเขียวเผยให้เห็นสิ่งที่เคยเป็นเรื่องที่คนไม่กล้าพูดถึงในอดีต นั่นคือ การที่ผู้หญิงและแม่ใช้กัญชาในชีวิตประจำวัน ซึ่งอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ น้ำอัดลม ของกิน และสารสกัด เช่น แคนนาบิไดออล (CBD)

ลาทรีซ โธมัส แม่ชาวอเมริกันวัย 40 ปี บอกว่า เธอผสมผสานการใช้กัญชากับการเลี้ยงลูก 3 คนของเธอ “แบบเดียวกับการที่คนดื่มไวน์”

“หลังจากอยู่กับลูก ๆ มาตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ซึ่งฉันต้องอยู่บ้านกับลูกทั้งสามคนตลอดเวลา เมื่อพวกเขาเข้านอนกันหมดแล้ว ฉันจะเตรียมน้ำในอ่างอาบน้ำ แล้วใส่เกลืออาบน้ำที่มีส่วนผสมของกัญชาลงไป แล้วนอนแช่น้ำ พร้อมกับสูบกัญชาไปด้วย”

โธมัส ซึ่งมีลูกสาววัยรุ่น 2 คน และลูกวัยหัดเดิน 1 คน บอกว่า การเป็นแม่คน โดยเฉพาะแม่ผิวดำที่ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนผิวดำนั้น กัญชาได้ช่วยให้เธอสามารถ “จัดการความวิตกกังวลในฐานะคนเป็นแม่ ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้หญิงผิวดำ แต่ในฐานะแม่ของเด็กผิวดำ”

Latrese Thomas
ลาทรีซ โธมัส บอกว่า เธอผสมผสานการใช้กัญชากับการเลี้ยงลูก 3 คน “แบบเดียวกับการที่คนดื่มไวน์”

เช่นเดียวกับ บารินเดอร์ ราโซเด แม่วัย 53 ปีจากเมืองแวนคูเวอร์ ในแคนาดา ที่เผชิญความเครียดอย่างหนักจากการเลี้ยงลูก 3 คน วัย 28, 25 และ 17 ปี ในช่วงโควิดระบาด

เธอยอมรับว่า เผชิญความยากลำบากเป็นพิเศษในการพยายามอธิบายให้ลูกคนเล็กฟังว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น “คุณต้องรับมือกับวัยรุ่นที่โลกของเขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และคุณต้องถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ด้วยกันเป็นเวลานาน”

ราโซเด อดีตนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้ผันตัวไปเป็นซีอีโอธุรกิจเครื่องอบกัญชาเพื่อการแพทย์ที่ชื่อว่า GrowTech Labs ระบุว่า เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด เธอจึงตัดสินใจใช้กัญชา ซึ่งเป็นเรื่องถูกกฎหมายในแคนาดา “การใช้กัญชาไม่เพียงจะช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังช่วยฉันให้เป็นแม่ที่มีความอดทนอดกลั้นมากขึ้นด้วย”

“ความเข้าใจผิดใหญ่หลวงคือ เราเอาแต่สูบกัญชาจนเมามาย”

แม่สายเขียวหลายคน ซึ่งรวมถึง ราโซเด, โธมัส และแรนด์ ต่างใช้กัญชาหรือสารสกัดในปริมาณที่เล็กน้อย

โธมัส ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านขายกัญชาในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ระบุว่า “ความเข้าใจผิดอันใหญ่หลวงคือ เราเอาแต่สูบกัญชาจนเมามาย” 

“มันไม่ใช่แบบนั้นเลย ฉันยังคงเป็นแม่ ฉันยังต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ฉันยังทำธุรกิจ และฉันยังทำหน้าที่รับ-ส่งลูก…”

แบรนด์ เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และเชื่อว่าการใช้กัญชาของเธอมีความเสี่ยงต่ำ “ถ้าฉันต้องดูแลลูก ฉันเพียงต้องการใช้ [กัญชา] ในปริมาณเล็กน้อยที่พอจะช่วยให้ฉัน…มีสติ มีความอดทน และมีความคิดสร้างสรรค์กับลูก ๆ มากขึ้น”

"Lots and lots more women are coming out of the green closet" - Danielle Simone Brand
Getty Images แบรนด์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงเริ่มออกมาเปิดเผยเรื่องการใช้กัญชากันมากขึ้น

ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่สามารถยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับประโยชน์และโทษของการใช้กัญชาในปริมาณเล็กน้อย หรือการใช้ในปริมาณมาก 

ในปี 2017 ผลการศึกษาของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ สรุปว่า มีหลักฐานอยู่อย่างจำกัดที่จะบ่งชี้ว่า กัญชาสามารถส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพ เมื่อใช้ร่วมกับสารเสพติดอื่น

ส่วนผลการศึกษาอีกชิ้นเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้กัญชา ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2018 บ่งชี้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้กับสุขภาพกายและสุขภาพจิต แบบเดียวกับผลบ่งชี้ของงานวิจัยหลายชิ้น แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานเหล่านี้ยังไม่สามารถให้ข้อสรุปได้อย่างแน่ชัด และจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

งานวิจัยระบุว่า จนถึงปัจจุบัน ความเสี่ยงชัดเจนที่สุดของการใช้กัญชาดูเหมือนจะเป็นการบาดเจ็บและอุบัติเหตุจากอาการมึนเมาขณะเสพกัญชา ซึ่งส่งผลเสียต่อการตัดสินใจ และปฏิกิริยาตอบสนองเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ในระหว่างการขับขี่ยานพาหนะ เป็นต้น

ทัศนคติเชิงลบจากสังคม

ทัศนคติเชิงลบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในการพูดคุยเรื่องการใช้กัญชา และปัญหานี้ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขสำหรับบรรดาแม่ที่ยอมรับว่าใช้กัญชา

แม้ว่าแบรนด์จะไม่เคยประสบปัญหานี้ด้วยตัวเอง แต่ก็ได้เห็นผู้อื่นประสบ 

“แม่สายเขียวคนอื่น ๆ ที่ฉันรู้จักทางโซเชียลมีเดียได้รับข้อความว่า ‘คุณเป็นแม่ที่แย่’ ‘คุณเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก’ ‘คุณสนับสนุนการใช้ยาเสพติด’ ‘ช่างน่าสมเพชที่คุณจะต้องเมาเพื่อให้สามารเลี้ยงลูกได้’ หรือแม้แต่ ‘ทางการควรพรากลูกไปจากคุณ'”

นอกจากนี้แบรนด์ยังเล่าว่า แม่สายเขียวหลายคนยังมีปัญหาที่ลูกไม่มีเพื่อนเล่นด้วย เพราะพ่อแม่เด็กคนอื่น ๆ มีทัศนคติเชิงลบกับพวกเธอ

ปัญหาดังกล่าวทำให้ โธมัส ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการบอกคนอื่นเรื่องที่เธอใช้กัญชา เพราะเธอรู้สึกว่าผู้คนจะด่วนตัดสินและมองเธอในทางที่ไม่ดี เช่นเดียวกับ แมคอีเวน-นิวแซด ที่ชี้ว่า ในขณะที่สังคมยอมรับได้กับกลุ่มแม่ ๆ ที่รวมตัวกันดื่มไวน์ในขณะที่พาลูก ๆ มาเล่นด้วยกัน แต่กลับไม่ยอมรับเรื่องการสูญกัญชา

แม่สายเขียวเริ่มเผยตัวมากขึ้น

ในประเทศที่กำหนดให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายแล้ว และการมีงานวิจัยต่าง ๆ ช่วยให้สังคมเริ่มเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับกัญชา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมื่อหลายสิบปีก่อน ซึ่งมีความเชื่อผิด ๆ ว่ากัญชาไม่มีประโยชน์ทางการแพทย์ และมีความอันตรายเหมือนกับยาเสพติดผิดกฎหมายอื่น ๆ เช่น เฮโรอีน และโคเคน

แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า การที่ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่สามารถยืนยันได้ชัดเจนถึงประโยชน์และโทษของการใช้กัญชา ก็ทำให้การใช้กัญชายังเป็น “วัฒนธรรมใต้ดิน” ที่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมหลักของคนส่วนใหญ่ในสังคม

แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่พ่อแม่หลายคนก็จะยังคงใช้กัญชาต่อไป และการที่ประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มจะทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ก็เชื่อว่าจำนวน “แม่สายเขียว” จะเพิ่มมากขึ้น

แมคอีเวน-นิวแซด เชื่อว่า การที่คนรุ่นใหม่มีมุมมองที่เปิดกว้างต่อเรื่องนี้จะช่วยขจัดทัศนคติเชิงลบต่อการใช้กัญชาให้หมดไป ขณะที่แบรนด์กล่าวว่า ผู้หญิงเริ่มออกมาเปิดเผยเรื่องการใช้กัญชากันมากขึ้น

ส่วนโธมัส ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายกัญชาเชื่อว่า บรรดาเพื่อนบ้านขี้สงสัยควรเปิดใจยอมรับว่าสังคมรอบ ๆ ตัวของพวกเขาใช้กัญชากันมากขึ้น และว่า ผู้คนจะต้องตกใจกับความหลากหลายของอายุ เชื้อชาติ และอาชีพของผู้ใช้กัญชา

“มีแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่กับบ้านหลายคนที่เป็นลูกค้า และมันก็โอเคมาก ฉันหวังว่าในอีกไม่นาน เราจะมีสถานที่ที่สามารถจัด “ค่ำคืนแห่งกัญชา” สำหรับแม่ ๆ แล้วปล่อยให้ลูกคนโตช่วยกันเลี้ยงน้อง โดยที่พวกเราสามารถผ่อนคลายและมีช่วงเวลาดี ๆ ได้”

ที่มา:

https://www.bbc.com/thai/international-59372470

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ชุมชนคนใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Copyright © 2019 Cera. All rights reserved