ตอบข้อสงสัยหากปลดล็อก “กัญชา” สำเร็จ ประชาชนสามารถปลูกหรือใช้อย่างไรถึงไม่ผิดกฎหมาย

Share this content.

บอร์ดควบคุมยาเสพติดส่วนสธ. เห็นชอบร่างประกาศปลดล็อก “กัญชา” ออกจากชื่อยาเสพติด ส่วนจะออกเป็นกฎหมายใช้ได้จริงต้องรอบอร์ด ป.ป.ส.ชุดใหญ่ 25 ม.ค.นี้  พร้อมให้ข้อมูลปลูกแบบไหน ใช้อย่างไร ไม่ขัดกฎหมาย

ตามที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด   ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ซึ่งมี นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัด สธ. ในฐานะผู้แทนปลัด สธ.เป็นประธานการประชุมพิจารณา (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. … ในประเด็นการถอดกัญชา กัญชง ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (ยส.5)  โดยที่ประชุมเห็นชอบร่างประกาศดังกล่าว และเตรียมเสนอเข้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พิจารณาชี้ขาดในวันที่ 25 ม.ค.2565

โดยหลายคนยังสงสัยว่า หากบอร์ด ป.ป.ส. เห็นชอบแล้วจะสามารถปลูกกัญชา และใช้ได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่….

 พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ข้อมูลว่า  ต้องขอเรียนว่า ในที่ประชุมเราไม่ได้เปิดคำว่าปลูกกัญชาเสรี 100% แต่ต้องมีกฎหมายกำกับดูแลเรื่องปลูก  ซึ่งจะเกิดภายหลังที่เรารู้ว่ากัญชาไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว ก็จะเหมือนเหล้า บุหรี่ ที่เราออกมาตรการมาควบคุม ส่วนกรณีนำไปใช้เป็นประเภทไหน เช่น อาหาร ก็ต้อง พ.ร.บ. อาหาร หากเป็นเครื่องสำอาง ก็จะเป็นพ.ร.บ. เครื่องสำอาง  การปลูกก็จะมีกฎหมายเฉพาะ เหมือนพืชกระท่อม  

ส่วนความกังวลว่า หากเรากำหนดยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เฉพาะสารสกัดกัญชาแล้วจะเป็นการเสพติดหรือไม่ ตนยืนยันด้วยข้อมูลวิชาการ Drug and Alcohol พ.ศ.2554 ระบุว่า บุหรี่ นับแต่เริ่มสูบจะเสพติด 67.5% เหล้า 22.7% และกัญชา 8.9% ฉะนั้น เหล้า บุหรี่ใช้มาตรการควบคุมอย่างไร กัญชาก็ต้องมีมาตรการควบคุมต่อไปในอนาคต เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ที่ไม่ใช่ฐานะยาเสพติด

นพ.ไพศาล กล่าวเสริมเรื่องการปลูกกัญชา สามารถปลูกได้ในทุกส่วนหรือไม่ ว่า   หลังจากที่รมว.สาธารณสุขลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งตามเจตนารมณ์ของประมวลยาเสพติดฯ คือ ไม่มีกัญชา เป็นยาเสพติด แล้วในร่างดังกล่าว ก็ไม่ระบุชื่อกัญชาในยาเสพติดแล้ว ฉะนั้น จะมีเพียงสารสกัดที่มี THC มากกว่า 0.2% โดยน้ำหนัก ที่ยังเป็นยาเสพติด
 
ด้าน นายปานเทพ พัวพงษ์พัน ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด  กล่าวเสริมว่า  ข้อมูลวิชาการ Drug and Alcohol พ.ศ.2554 ระบุว่า บุหรี่เมื่อเริ่มสูบมวนแรก มีอัตราการเสพติด 67.5 % เหล้าเมื่อเริ่มดื่มครั้งแรกจะมีการเสพติด  22.7 % ส่วนกัญชาเมื่อมีการสูบครั้งแรกจะมีการเสพติด 8.9 %  เพราะฉะนั้น  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่มีการควบคุมอย่างไร กัญชาก็จะมีการควบคุมในลักษณะนั้น  แต่ต้นกัญชาไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว สารสกัดที่มีTHCเกิน 0.2 %ถึงจะเป็นยาเสพติด  แต่แม้จะเกิน 0.2% ก็ยังสามารถขอใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ วิจัยได้

เมื่อถามถึงการครอบครองหรือการค้า จะไม่เป็นความผิดอีกต่อไปใช่หรือไม่ นพ.ธงชัย ตอบว่า  หากกฎหมายไม่ระบุเป็นยาเสพติดต่อไปแล้ว ก็ไม่เป็นโทษทางกฎหมาย

ส่วนคำถามว่า กรณีเมทแอมเฟตามีน ก็ไม่ถูกระบุในประมวลยาเสพติดฯ เช่นกัน จะอยู่ในสถานะเดียวกับกัญชาหรือไม่..   นพ.ธงชัย  ให้คำตอบ ว่า  เราจึงต้องมาหารือกันว่า ยังสมควรให้กัญชาอยู่ในยาเสพติดประเภทที่ 5 หรือไม่ ซึ่งจากการศึกษา สถิติการทำเดินคดีกับผู้เสพกัญชาที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับแอมเฟตามีนมันเทียบกันไม่ได้ เพราะโทษต่างกันชัดเจน

ขณะที่พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าวเสริมว่า  เรื่องนี้เป็นคำถามที่ดี แต่ต้องดูเจตนารมณ์กฎหมาย เพราะการอภิปรายในสภาฯ ยึดการพิจารณามาตราเกี่ยวข้องกับกัญชา พูดชัดเจนว่า มีเจตนาว่าไม่ต้องการให้เป็นยาเสพติด และที่แน่ชัดคือ มีหนังสือจากคณะกรรมาธิการ ถึง รมว.สาธารณสุข แนบรายงานผลการศึกษาความจริงเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ ของราชวิทยาลัยเวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย มีประโยชน์อย่างมาก โดยเขียนในตอนท้ายชัดเจนว่า ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วจะมีผลบังคับใช้ในเวลาอันใกล้ ซึ่งย้ำทิ้งท้ายว่า ไม่ควรจะทำประกาศสธ.โดยระบุชื่อกัญชาให้เป็นยาเสพติดให้โทษอีก เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางการแพทย์ สร้างประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป

ที่มา:

https://www.hfocus.org/content/2022/01/24232


Share this content.

Leave a Reply

ชุมชนคนใช้กัญชาทางการแพทย์

โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Copyright © 2022 Cucans All rights reserved