มองหามาตรการควบคุมกัญชาใน ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับ ‘พูดแล้วทำ’ พบว่า…

Share this content.

ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … ได้ผ่านการพิจารณารับหลักการ ในการประชุมสภาฯ วันที่ 8 มิถุนายน ‘อย่างรีบเร่ง’ เห็นชอบ 373 เสียง ไม่เห็นชอบ 7 เสียง งดออกเสียง 23 คน จากผู้ลงคะแนน 400 คน เพราะเป็นหนึ่งวันก่อนที่ทุกส่วนของกัญชาจะถูกปลดจากสถานะยาเสพติด

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ซึ่งเป็นสิ่งคาดเดาได้ไม่ยาก หลังจากกัญชาปรากฏบนป้ายหาเสียงพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2562 ว่าหากเข้ามาเป็นรัฐบาล อนุทินจะต้องเร่งผลักดันปลดล็อกกัญชาอย่างแน่นอน

หนึ่งคือเหตุผลด้านเศรษฐกิจและสรรพคุณทางยา เหมือนที่อนุทินกล่าวถึงไว้หลายครั้ง และสอง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากับกรณีนี้ กัญชาคือพืชการเมืองที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยถือเป็นประจักษ์พยานของการ ‘พูดแล้วทำ’ 

พูดแล้วทำขั้นแรกคือการปลดกัญชาจากยาเสพติด ขั้นสองตามมาด้วย พ.ร.บ.กัญชา กัญชง

แต่อย่างที่เห็นกัน ตั้งแต่วันปลดล็อก 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ความเสรีของกัญชาถูกตั้งคำถามถึงมาตรการควบคุม ที่ใครต่อใครค้นหากันแล้วก็พบว่า ไม่มี  จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ปล่อยผี’ คือให้ไม่เป็นยาเสพติดก่อนค่อยคิดว่าจะจัดการอย่างไรต่อ

อะไรอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับพูดแล้วทำ

ร่าง พ.ร.บ. ที่เป็นร่างเกี่ยวกับการเงิน ระบุเหตุผลของการเสนอร่าง พ.ร.บ. ว่า เมื่อกัญชาไม่ได้เป็นยาเสพติดแล้ว จึงเป็นการเปิดโอกาสให้นํากัญชา กัญชง มาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ การวิจัย และนํามาใช้ในอุตสาหกรรมอื่น แต่ยังมีข้อจํากัดบางประการที่ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการนําไปใช้ในการดูแลสุขภาพ การป้องกัน บําบัดโรค รักษาผู้ป่วย การศึกษาวิจัยหรือการพัฒนานวัตกรรม

ฉะนั้น เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการดูแลสุขภาพของตน และส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากกัญชา กัญชง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการพัฒนาภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย ตลอดจนองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงควรสนับสนุนกัญชา กัญชง ใาใช้ศึกษาวิจัย การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ สุขภาพ การใช้ชีวิตตามวิถีชุมชน ตลอดจนเปิดโอกาสให้มีการผลิต ขาย นําเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศ และเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคมิให้มีการบริโภคกัญชา กัญชงอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค สมควรกําหนดมาตรการกํากับดูแล ควบคุมการขาย การโฆษณาและการบริโภคกัญชา กัญชง เพื่อคุ้มครองสุขภาพ ของบุคคล 

แต่ใน ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง กลับยังไม่มีรายละเอียดในการควบคุมไปมากกว่าการบอกว่า ห้ามผู้ได้รับอนุญาตขายให้บุคคลเหล่านี้นำไปบริโภค กล่าวคือ

– บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี

– สตรีมีครรภ์

– สตรีให้นมบุตร

– บุคคลอื่น ๆ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดไว้

ทั้งนี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายโดยผู้ประกอบอาชีพเวชกรรม ที่สั่งจ่ายให้คนไข้เพื่อการรักษาโรค

และการที่ระบุว่า จะมีการตั้ง ‘คณะกรรมการกัญชา กัญชง’ เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริม วิจัย พัฒนา และการใช้กัญชา กัญชง ทั้งในด้านการแพทย์ อุตสาหกรรม ให้ความเห็น คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะต่อรัฐมนตรี ก็จะเกิดขึ้นต่อเมื่อ พ.ร.บ. นี้ตราเป็นกฎหมายบังคับใช้แล้ว

นอกจากมาตรการควบคุมการใช้ที่ยังไม่ชัดเจน และสั้นเกิดกว่าจะตีความอะไรได้มากกว่า ใครใคร่สูบ – สูบ พ.ร.บ. ฉบับนี้ดูจะเน้นไปที่การค้าขายและการทำธุรกิจกัญชาเป็นหลัก อย่างที่อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ใน ‘มหกรรมกัญชา 360 องศา ปลดล็อกกัญชา ประชาชนได้อะไร’ ภายใต้แนวคิด ‘คืนชีวิตสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชน’ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่า

“ตอนนี้จะปลูกกี่ต้นก็ได้ที่บ้านเรา เพราะกัญชาไม่ใช่ยาเสพติดอีกแล้ว แต่เป็นพืชที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์ เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพที่ดีของเรา เป็นหนทางทำมาหากิน สร้างรายได้จากการปลูกพืชกัญชา ตั้งแต่ระดับครัวเรือน กิจการ วิสาหกิจชุมชนและอุตสาหกรรม” และทิ้งท้ายว่ากัญชาที่จะถูกนำไปใช้ในด้านต่างๆ จะเป็น “…โอกาสที่เราจะนำมาเป็นทางเลือกทำมาหากิน”

แต่ใน ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับภูมิใจไทย ดูเหมือนคนที่ ‘ทำมาหากิน’ อาจจะไม่ใช่แค่ระดับชาวบ้านธรรมดา หรือวิสาหกิจชุมชน เพราะมีข้อกำหนดเรื่องการผลิต นำเข้า ส่งออก ต้องได้รับอนุญาต โดยต้องเสียอัตราค่าธรรมเนียมการจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนี้

– ใบอนุญาตผลิต (ปลูก) : ฉบับละ 50,000 บาท

– ใบอนุญาตผลิต (สกัด) : ฉบับละ 50,000 บาท

– ใบอนุญาตนำเข้า : ฉบับละ 100,000 บาท

– ใบอนุญาตส่งออก : ฉบับละ 10,000 บาท

– ใบอนุญาตนำเข้า ส่งออกเฉพาะคราว : ฉบับละ 20,000 บาท

– ใบอนุญาตจำหน่าย : ฉบับละ 5,000 บาท

– การต่ออายุใบอนุญาตเท่ากับกึ่งหนึ่งของค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาตนั้น

– ค่าคำขออนุญาตหรือคำขออื่น ๆ : คำขอละ 7,000 บาท

– ค่าขึ้นบัญชีที่จะจัดเก็บจากผู้เชี่ยวชาญ องค์กรผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ : รายละ 100,000 บาท

– ค่าตรวจสถานประกอบการ : ครั้งละ 50,000 บาท

จึงน่าตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า การที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการปลูก-ขาย สูงขนาดนี้ จะเป็นการสกัดการทำมาหากินของรายย่อย และเอื้อให้รายใหญ่ครองตลาดหรือไม่ เป็ยเรื่องที่ต้องติดตามในอนาคต

‘พูดแล้วทำ’ วิ่งนำ หน่วยงานรัฐวิ่งตาม 

ดังที่ทราบกันว่า หลังการปลดล็กกัญชา ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านในการกำกับควบคุมการปลูก การขาย การใช้ในด้านต่างๆ จึงตามมาด้วยคำถามว่า จะควบคุมการขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 อย่างไร หรือจะส่งผลข้างเคียงต่อใครบ้าง เช่นเดียวกับ ‘การเมากัญชา’ ที่ยังไม่มีมาตรวัดเหมือนเมาสุราแล้วขับรถ 

วันที่ 11 มิถุนายน นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อการสูบกัญชาแล้วขับรถ เนื่องจากกัญชาทำให้สมรรถนะในการขับขี่รถลดลงเหมือนเมาสุรา ที่สำคัญคือ การเมาสุราแล้วขับมีกฎหมายและบทลงโทษบังคับใช้ แต่ยังไม่มีกฎหมายลงโทษผู้ที่เมากัญชาแล้วขับ จึงฝากไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งออกกฎหมายมาควบคุม เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากการเมาสุราก็สร้างความสูญเสียมากพอแล้ว

พลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ว่า ทางตำรวจเองกํกำลังศึกษาข้อมูลกฎหมายนี้อยู่เช่นกัน โดยเพาะปริมาณการเสพที่จะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ 

เนื่องจาก พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 43 (2) ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น จึงต้องมีการเทียบเคียงการเมากัญชา ว่าเป็นการมึนเมาแบบไหน และต้องมีระดับ THC ในเลือดเกินกว่าเท่าไร จึงจะเรียกว่ามึนเมา ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลมาพิจารณา

และหาก พ.ร.บ.กัญชา มีข้อห้ามขึ้นมาชัดเจน คงต้องใช้มาตรา 43 ทวิ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แต่ถ้า พ.ร.บ.ดังกล่าวยังไม่ชัดเจน เราอาจต้องใช้คำว่า ‘ของมึนเมาอย่างอื่น’ แทน

จึงมีบางความเห็นแนะนำว่า อาจมีประกาศรัฐมนตรี หรือแก้กฎกระทรวงกำหนดให้กัญชาเข้าไปอยู่ใน พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2559 เพื่อให้มีมาตรการควบคุมในเบื้องต้นเสียก่อน เช่น ความจำเป็นต้องใช้ วิธีการซื้อขาย การทำฉลาก และอื่นๆ (ซึ่งก็จะไม่เสรีเหมือนที่ว่าไว้…)

นอกจากนี้ แม้จะมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง คณะกรรมการบูรณาการนโยบายพืชกัญชาและกัญชง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน แต่ก็ไม่ได้มีเวลามากพอที่จะมีนโยบายหรือผลการศึกษาเกี่ยวกับกัญชาออกมาให้นำไปสู่การออกมาตรการอะไรได้

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ. การลงมติเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน เป็นเพียงการรับหลักการวาระแรกของ ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เท่านั้น ยังต้องมีการพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ก่อนไปสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หากไม่มีการแก้ไข ก็จะบัญญัติเป็นกฎหมาย แต่หากมีการแก้ไข ก็จะต้องนับหนึ่งใหม่หลายครั้ง 

ดังนั้น การที่จะมีมาตรการจัดการ ควบคุม ให้ครอบคลุมการใช้กัญชาทุกมติใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ต้องใช้เวลาอีกนาน และคงไม่จบในวาระของสภาฯ ชุดนี้ ซึ่งจะหมดลงในปีหน้า หากรัฐบาลไม่มีการออกข้อกำหนดอะไรเร่งด่วน จะเท่ากับว่า การ ‘ปล่อยผี’ กัญชา จะสร้างความมึนงงให้กับสังคมไทยไปอีกเป็นปีทีเดียว

ที่มา:

https://plus.thairath.co.th/topic/speak/101644


Share this content.

Leave a Reply

ชุมชนคนใช้กัญชาทางการแพทย์

โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Copyright © 2022 Cucans All rights reserved