“เทพไท” แนะปลดล็อกพืชกระท่อม ต้องควบคุมเพื่อลดข้อกังวล

Share this content.

“เทพไท” แนะปลดล็อกพืชกระท่อม ต้องควบคุมเพื่อลดข้อกังวล นำมาทำยารักษาโรคจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด 

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.  นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้กล่าวชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางแก้ไขการใช้กัญชากัญชงและพืชกระท่อมอย่างเป็นระบบ และในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาพืชกระท่อมอย่างเป็นระบบ ระบุว่า ตามที่มีผู้อภิปรายแสดงความห่วงใยต่อปัญหาพืชกระท่อมนั้น ส่วนตัวรู้สึกไม่ต่างกับเพื่อนสมาชิกที่ได้แสดงความคิดเห็นมา เพราะตนก็รู้สึกกังวลว่าหากปลดล็อคพืชกระท่อมแล้ว ปัญหาต่างๆ ก็ยังตามมาอีกมาก โดยนายเทพไทได้ชี้แจงต่อการที่ ส.ส. ได้อภิปรายเสนอให้ปลดล็อคพืชกระท่อมด้วยการอนุญาตให้ปลูกได้โดยเสรีว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดพืชกระท่อมนั้นมีมาตั้งแต่ปี 2486 เพียงแต่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่ได้ออกมาในช่วงปี 2522 และได้มีการบูรณาการเรื่องของยาเสพติดไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ดังนั้นการที่จะปลดล็อคและปลูกพืชกระท่อมโดยเสรี โดยข้อเท็จจริงน่าจะทำไม่ได้เพราะในอนาคตอาจก่อให้เกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของการควบคุม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายอีกฉบับขึ้นมาที่เรียกว่า พ.ร.บ.พืชกระท่อม ซึ่งจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระต่อไป ซึ่งต้องมีการทบทวนพิจารณาเรื่องรายละเอียด และเปิดโอกาสให้ ส.ส. ได้อธิบายเหตุผล ให้ความคิดเห็นเพื่อที่จะนำไปบรรจุไว้ในพระราชบัญญัติพืชกระท่อมฉบับดังกล่าวได้ 

นายเทพไท กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ ส.ส. อภิปรายสอบถามว่าเมื่อมีการปลดล็อกกัญชากัญชงและพืชกระท่อมแล้วก็ควรจะให้ความรู้ในหลักสูตรของโรงเรียนนั้น โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วย เพราะเรื่องหลักสูตร เรื่องพิษภัยของสิ่งเสพติดหรือของพืชที่เป็นประโยชน์ก็ควรที่จะให้นักเรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่ปฐมวัย สำหรับเรื่องของวิสาหกิจชุมชนนั้น นายเทพไทชี้แจงว่าหากกฎหมายจะบอกว่าถ้าจะปลูกพืชกระท่อมมากกว่าบ้านละ 1 ต้น หรือ 3 ต้น ตามที่กฎหมายกำหนด และต้องการจะปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ในส่วนนี้ต้องขออนุญาตจาก ปปส. ซึ่งสามารถจดเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ 

สำหรับกรณีที่สอบถามว่า เมื่ออนุญาตให้ปลูกได้บ้านละ 1 ต้น แต่ว่าพี่น้องประชาชนปลูกอยู่แล้ว 3 ต้น 5 ต้น 10 ต้น จะทำอย่างไรนั้น นายเทพไทชี้แจงว่า ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับ เลขาปปส. ซึ่งก็ได้รับคำชี้แจงอย่างชัดเจนว่าหากมีการปลูกเกินกว่าที่กำหนดก็จะต้องทำการตัดทำลายทิ้ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด 

ส่วนข้อคิดเห็นที่มีความกังวลในเรื่องของพืชกระท่อมที่อาจกลายเป็นสารตั้งต้นในการที่จะนำมาผลิต 4 คูณ 100 นั้น นายเทพไทชี้แจงว่า อนุ กมธ. ได้จัดทำเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน พบว่า 99.9 เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วยกับการปลดล็อกพืชกระท่อมแต่ในความเห็นที่จะปลดล็อคพืชกระท่อมนั้นมีความเห็นอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนแรก ให้ปลดล็อคไปเลย และไม่มีการควบคุมใดๆ อีกทั้งให้สามารถปลูกได้แบบเสรี ส่วนที่ 2 ให้ปลดล็อคได้ แต่ยังต้องมีกฎหมายควบคุมเพราะมีข้อกังวลเรื่องของ 4 คูณ 100 ดังนั้นจึงต้องให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มคนที่กินพืชกระท่อมเป็นยา หรือเป็นสมุนไพรในแบบที่ไม่ผสมปรุงแต่งใดๆ ด้วย ซึ่งก็มีเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์  เท่านั้น ที่นำพืชกระท่อมมาแปรรูปเป็น 4 คูณ 100 แต่หากจะระบุว่าพืชกระท่อมเป็นสารตั้งต้นของ 4 คูณ 100 ดังนั้นก็ควรจะมีการแบนพืชกระท่อมนั้น ก็ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ในข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์  เท่านั้นที่นำพืชกระท่อมมาทำ 4 คูณ 100 และหากจะบอกว่าใน 4 คูณ 100 มีพืชกระท่อมเป็นสารตั้งต้นนั้น ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะในเครื่องดื่มดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีแค่เพียงพืชกระท่อมเท่านั้นยังมีในส่วนของน้ำอัดลม ยาแก้ไอ ยากันยุง รวมถึงมียาปราบศัตรูพืชอีกด้วย และล้วนเป็นสารตั้งต้นทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่อง 4 คูณ 100 เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและในอดีตก็ไม่เคยมีปัญหามาก่อน แต่เพราะในปัจจุบันมีกลุ่มคนที่นำพืชกระท่อมมาเป็นส่วนหนึ่งของสารตั้งต้นจนทำให้เกิดเป็นปัญหาในปัจจุบัน 

ส่วนความคิดเห็นของ ส.ส. จังหวัดยะลา ที่แสดงความห่วงใยเรื่องการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายเทพไทกล่าวว่า ตนได้รับฟังความความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายคนว่าขณะนี้มีการแพร่ระบาดของปัญหายาเสพติดอย่างมากในพื้นที่ 3 และมีคำถามว่าหากจะมีการแปรรูปพืชกระท่อมจะมีความคุ้มค่าหรือไม่ ก็ต้องขอชี้แจงว่ามีคนคิดหากพืชกระท่อมปลูกสำหรับเสพหรือสำหรับกินในวิถีของชาวบ้านแล้ว และจะแปรรูปเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะปลูกในจำนวนที่มากขึ้นและจะมีการขออนุญาตจาก ปปส. และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาเบาหวาน ยาความดัน ยาลดความอ้วน หรือยาแก้ไอ ที่จะออกมาในรูปแบบของแคปซูลนั้น ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านได้มีการทำในรูปแบบดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็สามารถทำได้ และส่วนตัวเห็นว่าน่าจะมีความคุ้มค่าหากเปรียบเทียบกับต้นทุนในการผลิตของพืชกระท่อมนั้นเพราะใช้ต้นทุนไม่สูงฝเรื่องปัญหาพืชกระท่อมนั้นถ้าหากยังไม่ปลดล็อกในขณะนี้ก็เชื่อว่าปัญหาจะยังไม่จบเพราะทุกวันนี้ก็ยังคงเห็นเรื่องของปัญหายาเสพติดและยังมีการลักลอบนำพืชกระท่อมจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก แต่หากเรามีการปลดล็อกและมีการควบคุมตาม พ.ร.บ.พืชกระท่อมก็เชื่อว่าสามารถที่จะควบคุมได้

ที่มา :

https://www.newtv.co.th/m/news/?id=70310


Share this content.

Leave a Reply

ชุมชนคนใช้กัญชาทางการแพทย์

โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Copyright © 2022 Cucans All rights reserved