เปิดกระบวนการผลิตน้ำมันกัญชาเพื่อการแพทย์

Share this content.

โรงพยาบาลคูเมือง ได้ดำเนินการและต่อยอดการผลิตกัญชาทางการแพทย์ เนื่องจากมีความพร้อมในด้านการผลิต โดยมีโรงผลิตยาสมุนไพรที่ได้รับมาตรฐานจากGMP แห่งเดียวในจ.บุรีรัมย์  ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มที่นี่ได้ทำการศึกษาวิจัย พัฒนาข้อมูลสายพันธุ์ และกระบวนการผลิตตั้งต้นเพื่อสกัดสารตั้งต้น CBD และTHC ซึ่งผลิตทั้งยาแผนไทยและแผนปัจจุบัน เพื่อใช้รักษาผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ และได้รับการอนุมัติ ทั้งหมด 12   ตำหรับ ซึ่งนำมาใช้เพื่อให้คนไข้ในการตรวจรักษา คือ  ยาน้ำมันหยดใต้ลิ้น สูตร CBD , ยาน้ำมันหยดใต้ลิ้น , ยาน้ำมันหยดใต้ลิ้น สูตร THC : CBD  , ยาศุขไสยาศน์ แคปซูล , ยาทำลายพระสุเมรุ แคปซูล โดย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูเมืองก็ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลได้ก้าวมาไกล และจะนำยาที่ผลิตได้ไปๆแจกตามคลินิกและสาธารณสุขจังหวัดให้ใช้รักษาผู้ป่วยโรคลมชัก โรคมะเร็ง และอีกหลากหลายโรค

สำหรับขั้นตอนการผลิตนั้นเริ่มแรกจะรับวัตถุดิบนั่นก็คือกัญชามาที่ทางเข้าเพื่อเช็กความเรียบร้อยและนำมาล้างทำความสะอาด จากนั้นก็นำไปตากแห้งก่อนที่จะนำมาเก็บในห้องเก็บวัตถุดิบ  และนำใบหรือดอกกัญชาไปเข้าห้องอบ  และทำการบดหรือสกัดกัญชาอย่างที่เห็น จะได้ผงสีเขียวๆออกมาก่อนที่จะไปบรรจุลงแคปซูล หรือขวด แต่กระบวนการผลิตกัญชาทางการแพทย์นั้นจะต้องคำนึงถึงค่า PH เพื่อให้สารออกฤทธิ์เข้าสู่กระบวนการอบ และสกัด โดยจะใช้วิธีการสกัดด้วยตัวแอลกอฮอล์ ผ่านกระบวนการตัวทำละลายต้องระมัดระวังเพราะถ้าแอลกอฮอลตกค้างจะส่งผลต่อตัวยาที่ค่าสารอาจผิดเพี้ยนไปได้

และนี่ก็คือขั้นตอนการผลิตกัญชาทางการแพทย์ที่โรงผลิตยาสมุนไพรโรงพยาบาลคูเมือง ขณะนี้ได้มีการส่งมอบน้ำมันกัญชาตำหรับต่างๆให้กับทางสาธารณสุขจังหวัดและคลินิกทางการแพทย์แผนไทยในจังหวัดบุรีรัมย์ได้นำไปใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว ใครที่มีปัญหาสุขภาพสามารถไปพบแพทย์และผ่านกระบวนการคัดกรองก่อนทีจะนำน้ำมันกัญชาไปใช้รักษาอาการ

สภาวิศวกร ผนึก สำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ชี้พื้นที่กรุงเทพมหานคร 35.52% เสี่ยงน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะเขตพื้นที่บางนา คลองเตย และรามคำแหง จากผลวิเคราะห์ของบิ๊กเดต้าคำนวณพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังอย่างละเอียดและแม่นยำด้วย 5 ปัจจัย ได้แก่ พื้นที่แหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคม (ถนนสายหลัก) พื้นที่น้ำท่วมปี พ.ศ. 2552-2562 และระดับความสูงของพื้นที่ พร้อมเปิดตัวต้นแบบถังเก็บน้ำแก้มลิงยักษ์ และแก้มลิงในซอย ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาฝนตกน้ำท่วมสำหรับชาวกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน พร้อมเตรียมเสนอข้อมูลภาครัฐเพื่อเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ สำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ถ.ฉลองกรุง กรุงเทพฯ 

ศ. ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 7 12 ตุลาคม 2563 ทำให้มีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างมาก สภาวิศวกร จึงจับมือ สำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ใช้บิ๊กเดต้าคำนวณพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แบบแม่นยำสูง เพื่อเตรียมหาแนวทางรับมือที่ยั่งยืน ตลอดจนนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดโซนนิ่ง (Zoning) เมืองขนาดใหญ่ รวมทั้งกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต 

ด้วย 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ พื้นที่แหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคม (ถนนสายหลัก) พื้นที่น้ำท่วมปี พ.ศ. 2552-2562 และระดับความสูงของพื้นที่ โดยจากการวิเคราะห์ 70 จุดเสี่ยงภัยน้ำท่วมบริเวณ ถนน (ที่มา: สำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร) ยังพบว่า กรุงเทพมหานครมีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมสูงสุดกว่าร้อยละ 35.52 ของพื้นที่ทั้งหมด 1,571.13 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะเขตพื้นที่บางนา คลองเตย และรามคำแหง 

นอกจากนี้ บิ๊กเดต้าดังกล่าว ยังสามารถแสดงผลเป็นภาพกราฟิก “70 จุดเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” ประกอบด้วย 56 จุดเสี่ยงน้ำท่วมทันที หากมีปริมาณน้ำฝนเกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง อาทิ ถนนพระราม 3 ช่วงตลาดฮ่องกงปีนัง-แยก ณ ระนอง ถนนงามวงศ์วาน ช่วงแยกเกษตร ถนนรัชดาภิเษก แยกพระราม 9-แยกห้วยขวาง ถนนแจ้งวัฒนะ มรก.พน. ถนนรามคำแหง ช่วงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถนนอโศกมนตรี และ ถนนพัฒนาการ แยกศรีนครินทร์-คลองบ้านป่า 

ขณะที่ 14 จุดเสี่ยงน้ำท่วม กรณีปริมาณน้ำฝนไม่เกิน 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง อาทิ ถนนแจ้งวัฒนะ จากคลองประปา-คลองเปรมประชากร ถนนรัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ และ ถนนพหลโยธิน บริเวณหน้าตลาดอมรพันธ์และแยกเกษตร 

ศ. ดร.สุชัชวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาวิศวกร และ สำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สจล. ยังมีแนวคิดผลักดันเทคโนโลยีวิศวกรรมอย่าง “แก้มลิงยักษ์ใต้ดิน” อีกหนึ่งทางออกในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยอิงข้อมูลการคำนวณจากโครงสร้างกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ถนนต่ำกว่าระดับแหล่งน้ำ ดังนั้น เมื่อฝนตกลงมา น้ำจึงระบายไม่ได้ เพราะถนนหลักและท่อระบายน้ำอยู่สูงกว่าซอย แม้ว่ากรุงเทพฯ จะมี อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่ด้วยขีดความสามารถในการระบายน้ำที่จำกัด และปัญหาขยะอุดตัน ทำให้ไม่สามารถลำเลียงน้ำไประบายได้เต็มประสิทธิภาพ จึงมีปริมาณน้ำรอระบายบนพื้นถนนมากเกินไป จนเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าว ในหลายประเทศใช้มาแล้วประสบความสำเร็จ อาทิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถนนออร์ชาร์ด สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย 

“สำหรับแนวคิดนวัตกรรม “แก้มลิงยักษ์ใต้ดิน” ใช้วิธีเปิดหน้าดินเป็นช่องเล็กๆ แล้วใช้เครื่องมือเจาะคว้านดินด้านใน สร้างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ใต้ดินขึ้น และสร้างท่อระบายน้ำหลัก 4 ท่อ พร้อมเชื่อมกับระบบท่อระบายอื่น ๆ ของกทม. เพื่อลำเลียงน้ำฝนบนพื้นถนน ไปกักเก็บไว้ใต้ดินเพื่อรอระบายไปยังแหล่งน้ำ โดยสามารถนำร่องศึกษาพื้นที่สวนเบญจกิติ บนพื้นที่กว่า 130 ไร่ มีขอบเขตการให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 900,000 ตารางเมตร สามารถรองรับปริมาณน้ำได้กว่า 100,000 ลูกบาศก์เมตร

“นอกจากนี้ยังเสนอโมเดลแก้มลิงในซอย ที่มีปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำเมื่อฝนตก เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมท้ายซอย ซึ่งจะช่วยจัดการปัญหาน้ำท่วมขังอย่างมีประสิทธิภาพได้ภายใน 15 นาที ศ. ดร.สุชัชวีร์ กล่าว

ที่มา : https://www.nationtv.tv/main/content/378800275


Share this content.

Leave a Reply

ชุมชนคนใช้กัญชาทางการแพทย์

โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Copyright © 2022 Cucans All rights reserved