เปิดโลกกว้าง ‘ใบกระท่อม’ ปีทองพืชผักสมุนไพรไทย (1)

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า พืชผักสมุนไพรไทย หลากหลายชนิดมาแรงจริง ๆ จะเรียกว่าเป็นปีทองก็พอไหว ตัวอย่างของปีนี้ในห้วงแห่งมหาวิกฤติโควิด-19 สมุนไพรไทย เข้ามามีบทบาทไม่น้อย โดยเฉพาะ ฟ้าทะลายโจร, กระชาย, ขิง, ข่า, หัวหอม, มะนาว ฯลฯ โดยเฉพาะฟ้าทะลายโจร และกระชาย ถูกนำมาสกัดเพื่อทำยาสมุนไพรคึกคัก

อีกทั้งก่อนหน้านี้ไทยยังได้ปลดล็อก “กัญชา” เพื่อนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชาอย่างปลอดภัย โดยมี องค์การเภสัชกรรม ดำเนินการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การสกัด และการผลิตผลิตภัณฑ์ ฯลฯ อย่างไรก็ดีการปลูกกัญชายังต้องรวมกลุ่มเป็น วิสาหกิจชุมชน ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อดำเนินการตามมาตรฐานและถูกกฎหมาย ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับอนุญาตแล้วหลายแห่ง

ปูมหลังเสียงเรียกร้องมานานเกือบ 30 ปี

ล่าสุดเดือน ส.ค. 64 มาถึงคิว “พืชกระท่อม” ถูกปลดล็อกจากยาเสพติดให้โทษ นาทีนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พืชกระท่อมจะมาแรงไม่แพ้สมุนไพรตัวอื่น ๆ โดยเสียงเรียกร้องจากประชาชนมีมานานแล้วเพื่อให้พืชกระท่อมออกจาก พ.ร.บ.ยาเสพติด ชาวบ้านตามชนบทใช้ใบกระท่อมมาเป็นยาตามวิถีชีวิตมาแต่โบราณกาล ทีมข่าว 1/4 Special Report พอจะตามไปดูย้อนหลัง ประมาณปี 2536 นายภิญญา ช่วยปลอด  ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคกิจสังคม ได้มีความพยายามผลักดันให้พืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด และกระทำอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ประสบผลสำเร็จ กระทั่ง ปี  2546 นายภิญญา ได้รับเลือกเข้าไปดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา ได้เคลื่อนไหวอีกครั้ง จนนำไปสู่การศึกษาความเป็นไปได้ของประโยชน์จากใบกระท่อม

ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ วุฒิสภา ในครั้งนั้น ได้ระบุว่า ’ในใบกระท่อมมีสาระสำคัญคือ มิตรากัยนีน (Mitragynine) และแอลคาลอยด์ต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ทางเภสัช ต้านอาการอ่อนเพลีย กดความรู้สึกเมื่อยล้า แต่หากใช้ต่อเนื่องจะมีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท แต่ไม่พบพฤติกรรมการติดสารออกฤทธิ์จากใบกระท่อมมีลักษณะเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น และเสนอให้ยกเลิกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดเพื่อเปิดโอกาสในการใช้ประโยชน์มาพัฒนาเป็นยารักษาโรค“
จากนั้นปี 2559 สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้จัดเวทีระดมสมอง ครั้งใหญ่ ที่ จ.สตูล เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา และนำบทสรุป เสนอต่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความเห็นในการพิจารณาแก้ไขกฎหมาย เมื่อปี 2561 กระทั่งวันที่ 24 ส.ค. 64 เป็นอีกวันที่ต้องบันทึกไว้ในความเปลี่ยน แปลง เมื่อพืชกระท่อมถูกตัดออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 อย่างสิ้นเชิง ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 25 พ.ค. 64 แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ นับเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานเกือบ 30 ปีที่ชาวบ้านต่างจังหวัดรอคอย

เดินหน้าต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้าน
ทันทีที่พืชกระท่อมได้รับการแต่งตัวใหม่ ปลดล็อกไม่ถึง 1 เดือน ภายใต้การรองรับของกฎหมาย จากที่เคยเป็นผู้ร้ายมาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวในวันที่ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากวิกฤติโควิด แต่ตลาดค้าพืชกระท่อมกลับโตสวนกระแส ตั้งแต่การซื้อขายใบกระท่อม คึกคักอย่างทันตาเห็น มีวางขายตามริมถนน ตลาดนัด หรือแม้แต่ตลาดออนไลน์  ราคา กก.ละ 350-600 บาท ขณะที่ ต้นพันธุ์ ขายต้นละ 200 บาท ไปจนถึง 600 บาท ยังต้องจองคิวกันยาว
นายสุนทร รักษ์รงค์ กลุ่มสมัชชาพืชกระท่อมแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่า ในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือนหลังประกาศปลดล็อกอย่างเป็นทางการ มูลค่าการซื้อ-ขาย พืชกระท่อมในทุก ๆ ผลิตภัณฑ์ มีไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท และยังมีบริษัทเอกชนรายใหญ่อย่างน้อย 9 ราย ได้เข้าทำสัญญารับซื้อใบกระท่อมจากเกษตรกรในพื้นที่ จ.ชุมพร ระนอง และนครศรีธรรมราช ด้วยสัญญาล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 1 ปี
ด้าน นายสงคราม บัวทอง กำนัน ต.น้ำพุ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า พื้นที่ ต.น้ำพุ ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องที่ได้ศึกษาใช้ประโยชน์พืชกระท่อม มาตั้งแต่ปี 2559 ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อรองรับการนำผลผลิตพืชกระท่อมในรูปแบบต่าง ๆ ปัจจุบันจึงเตรียมต่อยอดนำพืชกระท่อมมาแปรรูปผลิตน้ำกระท่อมสกัดเย็นเพื่อจำหน่ายเกิดประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ โดยมีสมาชิกตามธรรมนูญหมู่บ้าน 120 คน ครอบครองต้นกระท่อมรายละ 3 ต้น มีใบกระท่อมวันละ 100 กิโลกรัมที่ส่งผลิตแปรรูปถือเป็นการนับหนึ่งนำพืชกระท่อมสู่เชิงพาณิชย์ แต่ถ้ามองเป็นพืชเศรษฐกิจรัฐอาจจะให้ปลูกได้มากกว่า 3 ต้น หรือไม่เกินครัวเรือนละ 1 ไร่  แต่จะต้องให้มีการขึ้นทะเบียนเหมือนเกษตรกร

แนะรัฐเร่งวางแนวทางให้ชัดเจน
นายศุภวัฒน์ กล่อมวิเศษ อายุ 64 ปี ชาว ต.น้ำพุ อ.บ้านนาสาร ผู้ศึกษาถึงประโยชน์ของพืชกระท่อมมานานกว่า 20 ปี จนได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน กล่าวว่า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ทำงานภาคอุตสาหกรรมธุรกิจอ้อยและน้ำตาลจนเป็นผู้จัดการ จนกระทั่งปี 2530 ตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิด เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านในการใช้ “ใบกระท่อม” เป็นตัวกระตุ้นพลังงานมานานแล้ว แต่มักจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเพราะเป็นยาเสพติด ตนจึงตัดสินใจค้นคว้าศึกษา จากผู้เฒ่าผู้แก่ และข้อมูลทางวิชาการ เพราะเห็นว่าเป็นพืชสมุนไพรนำมาใช้เป็นยาแผนโบราณในท้องถิ่นกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแล้ว เรียกว่าสรรพคุณมีประโยชน์มากกว่าโทษ
หลังจากที่มีการประกาศ ตัดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดแล้ว สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น คือ การออกกฎหมายเพื่อรองรับเพราะตอนนี้เกิดความสับสนในสังคม จนกลายเป็นกระแส กลายเป็นช่องทางให้บางคนบางพวกฉกฉวยโอกาส ผมกลัวว่า วันข้างหน้าชาวบ้านจะต้องกลายเป็นเหยื่อ และไม่ได้อะไรเลยจากการปลดล็อกพืชกระท่อมในครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องไม่หลงทิศทางคือ เป้าหมายสำคัญของการปลดล็อกพืชกระท่อม นอกเหนือจากการบรรเทาความเดือดร้อนจากพืชกระท่อมในทางกฎหมายแล้ว คือ ประโยชน์ทางยา
รัฐจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน และให้การส่งเสริม วันนี้มีแต่ข่าวลือ ข่าวสร้างกระแส จนทำให้เกิดความสับสนในสังคม สุดท้ายผลประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับ ก็ต้องกลับไปอยู่ที่กลุ่มนายทุนเหมือนอย่างปลดล็อกกัญชา

นายพีระ กาญจนพงษ์ ผอ.ป.ป.ส.ภาค 8 กล่าวว่า ในอดีตพืชกระท่อมมีสถานะเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 และอยู่ในตัวชี้วัดข้อมูลอาชญากรรมของยาเสพติดกลุ่ม 4 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายในส่วนนี้จึงเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ในการสัมมนาเพื่อระดมมันสมอง เพื่อหาทางออกของการแก้ปัญหาพืชกระท่อมอย่างสร้างสรรค์ ของสำนักงาน ป.ป.ส. ที่ จ.สตูล นายคราม บัวทอง กำนัน ต.น้ำพุ อ.บ้านนาสาร ได้เสนอพื้นที่ ต.น้ำพุ ให้เป็นพื้นที่ศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จนนำไปสู่ “น้ำพุโมเดล” หมู่บ้านต้นแบบใช้ประโยชน์พืชกระท่อม
“เราใช้เวลาศึกษาวิจัย ด้วยองค์รวมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง คณะกรรมการอาหารและยา, ป.ป.ส., ตำรวจ, ฝ่ายปกครอง และชาวบ้านในชุมชนต้นแบบ จนทำให้วันนี้ พืชกระท่อมได้กลายเป็นพืชที่ถูกต้องตามกฎหมาย และในอนาคตเชื่อว่า พืชกระท่อม จะกลายเป็น 1 ในพืชเศรษฐกิจทางด้านยาของเมืองไทยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย”
ระหว่างเส้นทางการเดินออกจากบัญชียาเสพติดของ พืชกระท่อม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้จุดความคิดว่า พืชกระท่อมจะเป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อการผลิตยารักษาโรค จะเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่จากราคา กก.ละประมาณ 500 บาท (แต่ละต้นจะให้ผลผลิตปีละ 250 กก.) หากอนุญาตให้ประชาชนปลูกได้ครอบครัวละ 3 ต้น เชื่อว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ และประชาชนจะได้ราคาที่เหมาะสมเป็นการเพิ่มรายได้ การปลดล็อกพืชกระท่อม ผลประโยชน์จะต้องตกอยู่กับประชาชนไม่ใช่อยู่ในมือนายทุน แม้ว่าจะปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด แต่ยังคงกฎหมายห้ามมิให้จำหน่าย จ่ายแจก กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ที่มา:

https://www.dailynews.co.th/articles/290653/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ชุมชนคนใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Copyright © 2019 Cera. All rights reserved