การใช้กัญชาในผู้ป่วยมะเร็ง : Marijuana and Cancer

You are here:
< All Topics

สารออกฤทธิ์ที่สำคัญในกัญชา เรียกว่า สารกลุ่มแคนนาบินอยด์ ซึ่งมีสาร 2 ชนิดที่นิยมศึกษาวิจัย คือ

  1. สารเดลต้า-ไนน์- เตตร้าไฮโดรแคนนาบิดอล หรือทีเอชซี : delta-9-tetrahydrocannabinol (THC)
  2. สารแคนนาบิไดออล หรือ ซีบีดี : cannabidiol (CBD)

ความแตกต่างของสาร 2 ชนิดนี้ คือ…

THC มีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หรือบางครั้งอาจเรียกได้ว่าเป็น “สารเมา”

ส่วน CBD ไม่มีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

ทั้ง THC และ CBD มีงานวิจัยพบฤทธิ์ต้านมะเร็ง แต่เป็นเพียงการศึกษาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยเชิงประจักษ์***ที่ชัดเจนในคนที่เป็นมะเร็ง

ดังนั้น สรุปว่า กัญชาไม่สามารถใช้รักษามะเร็งได้ (ในองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ณ ขณะนี้)

บทบาทของการใช้กัญชาในผู้ป่วยมะเร็ง จึงมีความมุ่งหวังในแง่เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเป็นหลัก คำว่าเพิ่มคุณภาพชีวิต อาจตีความหมายได้ว่า

  1. ลดความทุกข์ทรมาน จากตัวโรคมะเร็ง หรือลดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด โดยเป็นผลจากการที่กัญชาสามารถบรรเทาอาการที่ตรงกับฤทธิ์ของกัญชา คือ
  2. ช่วยนอนหลับ
  3. บรรเทาปวด
  4. ช่วยเจริญอาหาร
  5. ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัด
  6. ผู้ป่วยมะเร็งบางรายอาจมีอายุยืนยาวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การใช้ยากัญชายังมีรายละเอียดและปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น

  • ไม่ทราบขนาดยาที่ชัดเจน เนื่องจากยังขาดข้อมูลงานวิจัยและขึ้นอยู่กับการตอบสนองยาของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างกัน เช่น การให้ยากัญชาในขนาดเดียวกัน ผู้ป่วยบางรายหลับดี บางรายทำให้นอนไม่หลับ
  • การตอบสนองของยากัญชาแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ทำให้บางครั้งผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อการใช้ยาในขนาดสูงได้ เช่น ใช้มากแล้วมึน เมา จึงทำให้ขนาดยาที่ใช้ต่ำกว่าขนาดที่จะเห็นผลการรักษา เช่น ผู้ป่วยบางรายหวังผลเรื่องช่วยเจริญอาหาร  หรือลดปวด แต่ก็ยังไม่เห็นผลจากการใช้กัญชา เพราะขนาดยาไม่สามารถปรับเพิ่มจนเห็นผลได้
  • การใช้กัญชาบรรเทาอาการปวดในผู้ป่วยมะเร็ง

มีงานวิจัยพบว่ายามอร์ฟีนสามารถบรรเทาอาการปวดได้ดีกว่ากัญชา แต่การใช้ยามอร์ฟีนในขนาดสูง อาจเพิ่มผลข้างเคียง ที่พบได้บ่อย คือ ท้องผูก ดังนั้นการใช้ยากัญชาอาจช่วยเสริมฤทธิ์บรรเทาปวดจากยามอร์ฟีน ทำให้ช่วยลดขนาดการใช้ยามอร์ฟีนลงได้ อย่างไรก็ตามยากัญชา ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน โดยเฉพาะการใช้ยากัญชาในขนาดสูง และการใช้ยากัญชาที่มีสารเมาสูง ยิ่งเพิ่มโอกาสในการเกิดผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตต่ำ อาจทำให้มึนงง วิงเวียน ช็อคหมดสติ สับสน ประสาทหลอน

  • ผลิตภัณฑ์กัญชาใต้ดิน ไม่ได้มาตรฐาน คือ อาจมีสารปนเปื้อน อย่างโลหะหนักหรือยาฆ่าแมลง เนื่องจากกัญชาเป็นพืชที่ดูดซับสารเหล่านี้จากดินได้ดี ยาแต่ละขวด แต่ละหยด แต่ละครั้งที่ซื้อมาใช้ ให้ความแรงยาไม่เท่ากัน ทำให้ยากต่อการปรับยา
  • หลักการใช้ยากัญชาคือ “start low, go slow, stay low” คือเริ่มใช้ขนาดยาต่ำๆ เช่น 1 หยดใต้ลิ้น วันละครั้ง และค่อยๆปรับยาเพิ่ม ทุก 3-4 วัน จนกระทั่งคงขนาดยาที่ต่ำสุดที่ให้ผล (เช่น ปวดลดลง กินข้าวได้ดีขึ้น หลับสนิท) แต่ไม่เกิดผลข้างเคียง (เช่น ไม่มึน ไม่เมา)

การใช้กัญชาในผู้ป่วยมะเร็ง ควรอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ ที่ผ่านการอบรมการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย

แหล่งอ้างอิง

ผู้เรียบเรียง เภสัชกรหญิงอาสาฬา เชาวน์เจริญ ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

Previous การออกฤทธิ์ของกัญชาในร่างกายมนุษย์ 
Next การให้ยากัญชา…ด้วยการสูดไอระเหย
Table of Contents

ชุมชนคนใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Copyright © 2019 Cera. All rights reserved